-
GNP(Gross National Product)
GDP(Gross Domestic Product)
-
เป็นตัววัดความเจริญของระบบเศรฐกิจ มีหน่วยเป็นเงิน มูลค่าตามราคาตลาด ของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ประเทศผลิตได้
-
GNP(Gross National Product)
ผลิตจากคนไทย ที่มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะผลิตที่ไหน
-
GDP(Gross Domestic Product)
ต้องถูกผลิตในขอบเขตของประเทศไทย ใครเป็นคนผลิตก็ได้
-
เกณฑ์ที่ใช้ในการวัดว่าประเทศนั้นเจริญดีหรือเปล่า
ใช้ GDP เพราะ เก็บข้อมูลได้ง่ายและครบถ้วนกว่า
=
GDP / จำนวนประชากร หรือ การเพิ่มขึ้นของ GDP จากปีที่แล้วเป็น %
--> สูงดี
-
ประเภทของเศรฐกิจ
- 1.ทุนนิยม
- 2.สังคมนิยม
- 3.คอมมิวนิสต์
-
1.ทุนนิยม
รัฐไม่ยุ่งกับการทำงานของเอกชน รัฐมีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ
-
2.สังคมนิยม
เอกชนกับรัฐบาลทำงานร่วมกัน โดยรัฐบาลดูแลเรื่องสวัสดิการต่างๆ
-
3.คอมมิวนิสต์
ทุกอย่างเป็นของรัฐ
-
เป้าหมายของระบบเศรฐกิจ
- 1.ความเจริญ
- 2.สเถียรภาพ
- 3.ความเป็นธรรม
- 4.เสรีภาพ
-
1.ความเจริญ
ดูจาก % การเพิ่มของ GDP
เพิ่มมากก็ไม่ดี --> เงินเฟ้อ
-
2.สเถียรภาพ
ต้องให้ % ของ GDP เพิ่มคงที่
-
3.ความเป็นธรรม
ได้ผลตอบแทนเท่าๆกัน
-
4.เสรีภาพ
ใครอยากทำอะำไรก็ทำ รัฐต้องดูแลไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ
-
Public debt (หนี้สาธารณะ)
หนี้ที่รัฐบาลหนึ่งสร้างขึ้นมา แล้วรัฐบาลต่อไปต้องใช้คืน โดยเอามาจากเงินภาษี
-
เครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการดูแลสเถียรภาพของระบบเศรฐกิจ
- 1.Fiscal Policy(นโยบายการคลัง) มาจากกระทรวงการคลัง
- 2.Mondary Policy(นโยบายการเงิน) ธนาคารแห่งประเทศไทย
-
1.Fiscal Policy(นโยบายการคลัง) มาจากกระทรวงการคลัง
-ปัญหาหลักๆ -> เศรฐกิจตกต่ำ และเงินเฟ้อ
-เครื่องมือ ->
1.การใช้จ่ายเงินของรัฐ
2.ภาษี
3.หนี้สาธารณะ
-
2.Mondary Policy(นโยบายการเงิน) ธนาคารแห่งประเทศไทย
-ดูแลเงินหมุนเวียนภายในประเทศ
-เครื่องมือ
1.ซื้อ ขายพัธบัตร
2.อัตราดอกเบี้ยที่คิดกับธนาคารพานิชย์
3.เปลี่ยนแปลงเงินสำรอง
4.จูงใจทางศีลธรรม
5.เงื่อนไขผ่อนส่ง
-
... Market segmentation, targeting and positioning ...
-
-
1.Mass market
-1 ตลาด 1 ผลิตภัณฑ์
-ได้เปรียบในแง่ต้นทุน เพราะตลาดมีคนจำนวนมาก
-
2.Product-variety marketing
-มีผลิตภัณฑ์หลายๆรูปแบบ เช่น โยเกิร์ต มีหลายรสชาด, น้ำอัดลม มีหลายขนาด
-ความต้องการเปลี่ยนแปลงตามสภาพเเวดล้อม
-
3.Target marketing
-แบ่งตลาดออกเป็นส่วนๆ แล้วก็ทำผลิตภัณฑ์ออกมาขายในแต่ละตลาด
-ต้นทุนแพง
-
ขั้นตอนการทำ Target marketing
- 1.Market segmentation
- 2.Market targeting
- 3.Market positioning
-
1.Market segmentation
-หาปัจจัย หรือ ตัวแปร ที่จะใช้ในการแบ่งตลาด
-ทำ profile ของแต่ละ segment (ตลาด)
-
2.Market targeting
- -ดูความน่าสนใจของแต่ละ segment
- -เลือกตลาดที่จะทำ
-
3.Market positioning
- -หาจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์
- -ทำ market mix (4Ps) ให้สอดคล้องกับ position ที่วางไว้
-
1.Market segmentation
- 1.ปัจจัยและตัวแปร
- -Geographic = พื้นที่, ภูมิภาค, ขนาดของเมือง
- -Demographic = เพศ, อายุ, รายได้, ครอบครัว --> ได้รับความนิยทสูง เพราะวัดได้ง่ายและชัดเจน
- -Psychographic = ความคิด
2.ทำ profile ของแต่ละ segment = ข้อมูลต่างๆของแต่ละ segment เช่น จำนวนคน, ชอบอะไร
-
** สิ่งที่บอกว่าปัจจัยหรือตัวแปรไหนใช้งานได้ดี
- 1.Measurability = บอกขนาดได้
- 2.Accessibity = สามารถเข้าถึงในแต่ละ segment ได้ ถ้าคนใน segment ต่างกันมาก จะไม่ดี
- 3.Substantiality = ตลาดใหญ่พอที่จะได้กำไร
- 4.Actionability =ให้สอดคล้องกับบริษัท
-
2.Market targeting
- 1.ดูความน่าสนใจของแต่ละ segment
- 2.การเลือก segment
-
1.ดูความน่าสนใจของแต่ละ segment
- 1.1 Size กับ Growth
- ขนาดใหญ่และการเจริญเติบโตสูง
- 1.2 Structure(โครงสร้างของ segment)
- -ความแข็งแรงของยบริษัทคู่แข่ง
- -สินค้าทดแทน ถ้ามีของเดียวกันอยู่เยอะ ถ้าปรับราคาก็เสียลูกค้า
- -ผู้ซื้อ เรามีอำนาจในการต่อรองแค่ไหน
- -Supplier ถ้ามีน้อยจะไม่ค่อยมีทางเลือก
- -Company objective and resource เป้าหมายของบริษัทสอดคล้องกับ segment ไหน
-
แล้วจะเลือกแบบไหน ?
- 1.Resource
- 2.ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์
- 3.life cycle ของผลิตภัณฑ์
- 4.ความต้องการของตลาด
- 5.คู่แข่งใช้นโยบายแบบไหน
-
2.การเลือก segment
- 1.Undifferentiate เลือกสิ่งที่คล้ายไกันของแต่ละตลาดมาทำเป็นของชิ้นเดียว แล้วไปขายทั้งตลาด
- 2.Differentiate เลือกตลาดแล้วทำ 1 ผลิตภัณฑ์ / 1 segment
- 3.Concentrated Nich market ตลาดเล็กๆ เล็กกว่า 1 segment เนื่องจากข้อจำกัดของบริษัท
-
3.Market positioning
position คือ สิ่งที่ลูกค้าคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเรา ว่ามีจุดเด่นอะไร เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
- 3.1 เลือกความแตกต่าง
- 3.2 4Ps
-
3.1 เลือกความแตกต่าง ต้องแตกต่างอย่างชัดเจน
- -Product สิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์โดดเด่น
- -Service
- -Brand ทำให้แบรนแข็งแรง เช่น โฆษณา
-
การเลือกว่าจะเอาอะไรเป็น Position ?
- -ต้องมีความสำคัญต่อลูกค้า
- -ต้องแตกต่างจากคู่แข่ง
- -ดีกว่า
- -สื่อถึงความแตกต่างให้ลูกค้าลูกสึกได้
- -เลียนแบบได้ยาก
- -ไม่แพงเกินไป
- -สามารถทำกำไรได้
-
3.2 4Ps
- -Product
- -Price
- -Place
- -Promotion
*** ต้องทำให้ตรงกับ segment
-
-Product
- แบ่งเป็น 3 ระดับ
- 1.Core product ประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากผลิตภัณฑ์
- 2.Actual product สิ่งที่ลูกค้าจะต้องได้ หรือ ตัวผลิตภัณฑ์เอง
- 3.Augment product สิ่งที่เพิ่มมาที่ผู้บริโภคคิดว่าคุ้มค่า
- แบ่งตามชนิดได้ 2 ชนิด
- 1.Industrial product ซื้อไปเพื่อดำเนินกิจการต่อ
- 2.Consumer Product แบ่งตามลักษณะการซื้อ
- -Convenience product ซื้อบ่อย, ราคาถูก, ตัดสินใจซื้อง่าย
- -Shopping product ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อมาก เช่น บ้าน, กล้อง
- -Specialty product สินค้ามี brand ไม่มีอะไรแทนได้
- -Unsought product ไม่คิดจะซื้อ เพราะ ไม่รู้ หรือ ไม่จำเป็น
- -
-
การตัดสินใจเกี่ยวกับ product ?
- 1.Product attribute
- 2.Brand
- 3.Packaging
-
1.Product attribute
- 1.Quality
- 2.Feature เพื่อให้แตกต่างจากคู่แข่ง
- 3.Design ออกแบบดีแล้วต้องใช้งานได้ดีด้วย
-
2.Brand(*) สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคแยกความแตกต่างของสินค้าได้ และประกันคุณภาพของสินค้าด้วย
- 2.1Brand equity
- 2.2สิ่งที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับ brand
- 2.3Brand sponser
- 2.4Bran strategy
- 2.5Brand reposition
-
2.1Brand equity = brand ที่ดี ต้องมี equity สูง
- -Brand loyalty = มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนสูง
- -Name awareness = ลูกค้ารู้จักชื่อ brand เป็นอย่างดี
- -Pereceived quality = ลูกค้ามองว่าคุณภาพดี
- -Brand association = ความเชื่อมโยงระหว่าง Brand กับ สินค้าสูง
-
2.2สิ่งที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับ brand
- -จะมีหรือไม่มีก็ได้ เพราะมีต้นทุน
- -ถ้ามี Brand ที่ดีควรบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์, จำง่าย, โดดเด่น, แปลงเป็นภาษาต่างประเทศได้ง่าย, สามารถจดทะเบียนได้
-
2.3Brand sponser(*)
- 1.Manufacture brand = brand ของผู้ผลิตเอง เช่น sony, cannon มักนำไปขายใน Private brand
- 2.Private brand (Store brand) = Brand ของผู้ค้าปลีก เช่น Tesco(Super save)
- 3.License brand = brand ที่ซื้อมาติดบนสินค้า เช่น ตัวการ์ตูนต่างๆ
- 4.Co-brand = 2 บริษัททำสินค้าร่วมกันภายใต้ brand หนึ่ง
-
2.4Bran strategy แบ่งออกเป็น 4 แบบ
- 1.Line Extension
- 2.Brand Extension
- 3.Multibrand
- 4.New brand
-
1.Line Extension เช่น โยเกิร์ตหลายรส, ยาสีฟัน, มาม่า
- เพื่อ
- -ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
- -ตอบโต้กับคู่่แข่ง
- -เพื่อให้ได้พื้นที่ในการวางมาก เพราะถ้าไม่หลากหลายพื้นที่ก็จำกัด
- ข้อเสีย
- -แย่งลูกค้ากันเองในผลิตภัณฑ์
-
2.Brand Extension เช่น Dove ทำทั้งสบู่ และยาสระผม
- เพื่อ
- -ใช้ชื่อเสียงเดิม -> ลดต้นทุนในการ promote
- -ต้นทุนต่ำกว่า
- ข้อเสีย-ถ้าอันใหม่ไม่ดีจะกระทบกับอันเก่า
- -ไม่ควรใช้กับสินค้าที่แตกต่างกันมากไป
-
3.Multibrand = ผลิตภัณฑ์เดิมแต่มีหลายแบรน
- เพื่อ
- -แบ่งตลาด
- -เอากันแบรนหลัก เกิด fighter brand
-
4.New brand
- เพื่อ
- -สินค้ามีความแตกต่างกันมาก
- -
-
2.5Brand reposition
- -เปลี่ยนเล็กๆน้อยๆหรือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเลยก็ได้
- -ทำในช่วง Decline เพื่อดึงยอดขาย
- -ทำโฆษณา หรือ สินค้าใหม่, บอกวิธีใช้ให้หลากหลาย
-
3.Packaging
- -ต้องดึงดูด
- -วางซ้อนกันได้ง่าย ถ้ายากจำนวนการซื้อจะต่ำลง
-
-Price
- 1.การตั้งราคา
- 2.วิธีตั้งราคา
- 3.การปรับเวทราคาสินค้า(Price adjustment strategy)
-
1.การตั้งราคา
-มองเป็น 2 แง่
- 1.1ปัจจัยภายใน
- 1.2ปัจจัยภายนอก
-
1.1ปัจจัยภายใน
-Market objective
-Market mix strategy
-Cost
-Organozational consideration
- -Market objective = ดูว่าตลาดอยู่ segment ไหน
- -Market mix strategy = Product(คุณภาพสูง-> ต้นทุนสูง) Place(ต้องอาศัยพ่อค้าปลีกมากแค่ไหน ยิ่ง marginสูง ราคาแพง) Promotion
- -Cost = เเบ่งเป็น แปรผัน กับคงที่
- *แปรผัน = ตามปริมาณสินค้า เช่น วัตถุดิบ,ค่าจ้างรายวัน
- *คงที่ = เงินเดือน, ค่าเช่า, ดอกเบี้ย
- -Organozational consideration = ใครเป็นคนตั้งราคา
- *ผู้บริหารระดับสูง = เปลี่ยนลำบาก
- *ระดับล่าง = เปลี่ยนง่ายและเร็ว
-
1.2ปัจจัยภายนอก
- -ความคิดของผู้บริโภค
- -คู่แข่ง
- -อื่นๆ เช่น เศรษฐกิจไม่ดี ต้องตั้งราคาต่ำ
-
2.วิธีตั้งราคา
- 2.1Cost based pricing = ตั้งจากต้นทุนของสินค้า
- 2.2Value based pricing = ตรงข้ามจาก Cost based pricing เริ่มจากลูกค้า
-
2.1Cost based pricing = ตั้งจากต้นทุนของสินค้า
- -ต้นทุน+กำไรที่บริษัทต้องการ+marginของพ่อค้าคนกลาง = ราคาที่ติด
- ปัญหา
- -ยอดขายที่คาดว่าจะขายได้ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่(เดาเอา) ทำให้มีปัญหากับกำไร
-
2.2Value based pricing = ตรงข้ามจาก Cost based pricing เริ่มจากลูกค้า
- -ดูว่าลูกค้าต้องการสินค้าแบบไหนแล้วค่อยมาบีบเอาที่วัตถุดิบ
- -Customer->Value->Price->Cost->Product
- -ใช้กับสินค้าราคาถูก เช่น computer
-
3.การปรับเวทราคาสินค้า(Price adjustment strategy)
- 3.1Discount and Allowance Pricing
- -Cash discount
- -Quantity discount
- -Trade discount
- -Seasonal discount
- -Allowance
- 3.2Segmented Pricing
- 3.3Psychological Pricing
- 3.4Promotional Pricing
- 3.5Geographic Pricing
-
3.1Discount and Allowance Pricing
- 1.Cash discount = ส่วนลดเงินสด เมื่อต้องการเร่งรัดการจ่ายเงินของลูกค้า
- 2.Quantity discount = ส่วนลดปริมาณ ถ้าซื้อมากก็ได้ลดเยอะ มีแบบไม่สะสมกับสะสม
- 3.Trade discount = ส่วนลดทางการค้า ให้เพิ่มแก่ร้าน เมื่อทำอะไรให้เป็นพิเศษ เช่น promote ให้
- 4.Seasonal discount = ส่วนลดตามฤดูกาล
- 5.Allowance = ค่าตอบแทน คล้ายๆ Trade discount แต่จ่ายเป็นค่าตอบแทน
-
3.2Segmented Pricing = สินค้าแบบเดียวกัน แต่ขายให้คนละกลุ่มไม่เท่ากัน
- 1.Customer segment pricing = ค่าตั๋วหนัง, ค่าเข้าสวนสัตว์
- 2.Product form pricing = รถยนต์ แค่อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน
- 3.Location pricing = คอนเสิร์ต แต่ละที่ราคาต่างกัน
- 4.Time pricing = แต่ละเวลาราคาต่างกัน เช่น ค่าโทรศัพท์
-
3.3Psychological Pricing = ตั้งราคาให้มีผลทางจิตใจ
- 1.Price lining = ตลาดนัด มีไม่กี่ระดับราคา เพื่อให้ตัดสินใจได้เร็ว
- 2.Prestige pricing = ตั้งราคาให้สูง ให้รู้สึกว่าโดดเด่นเหนือคนอื่น
-
3.4Promotional Pricing = ดึงดูดลูกค้าให้มาเยอะๆ เพื่อให้เห็นสินค้าชนิดอื่นด้วย
-
3.5Geographic Pricing = ราคาสินค้าแตกต่่างกันเพราะค่าขนส่งไม่เท่ากัน
- 1.Free on board (FOB) = ลูกค้าแบกรับค่าใช้จ่ายในการส่ง โดยบวกเข้าไปในราคาสินค้า
- 2.Uniform Deliver pricing = ราคาเท่ากัน โดยเอาคาขนส่งมาเฉลี่ยแล้วบวกเข้าไป
- 3.Zone Deliver pricing = เอาค่าขนส่งในพื้นที่มาเฉลี่ยแล้วบวกเพิ่ม
- 4.Base point pricing = เอาค่าขนส่งจากจุดฐานมาคิด ไม่ค่อยใช้
-
-
-Promotion มี 3 ตัว
- 1.Advertising = บอกถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ขายได้
- 2.Sale promotion = การลด แลก แจก แถม
- 3.Public Relation (PR) = ดูแลภาพลักษณ์ของบริษัท ไม่เน้นขาย พยายามให้คนภายนอกมองว่าเป็นบริษัทที่ดี
-
1.Advertising = บอกถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ขายได้
-หวังผลระยะยาว
- 1.1 Set objective
- 1.2 Set budget
- 1.3 Advertising strategy
- 1.4 Evaluate
-
1.1 Set objective ทำโฆษณาเพื่ออะไร มี 3 แบบ
- 1.Inform = บอกให้รู้ว่ามีสินค้านี้อยู่, บอกวิธีใช้งานสินค้า, ลดความกลัวของลูกค้า, แจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า --> ช่วง state แรก
- 2.Persuade = ชักชวนให้ใช้สินค้า เพราะมีการแข่งขันสูง --> state ที่ 2 (growth)
- 3.Remind = บอกว่ายังมีอยู่นะ --> state ที่ 3 (mature)
-
1.2Set budget
- -กำหนดเป็น % ของยอดขาย บางที่ขึ้นอยู่กับ Boss
- -ทางทฤษฎี
- 1.ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ถ้ามาก อาจไม่ต้องโฆษณามาก
- 2.คู่แข่งมาก ก็ใช้เยอะ
- 3.ถ้าอยู่ในช่วงแรกๆ ก็ใช้เยอะ
-
1.3 Advertising strategy
- 1.ข้อความที่จะส่งให้ผู้บริโภค
- 2.ต้องใช้อะไร
- 3.สื่ออย่างไร
-
1.ข้อความที่จะส่งให้ผู้บริโภค
- -ต้องได้รับความสนใจ
- -สื่อสารสิ่งที่ต้องการได้
- -คำที่ใช้ควรบอกประโยชน์ของผลิตภัณฑ์
- -ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่โฆษณาเป็นจริง
- -แตกต่างอย่างชัดเจน
-
2.ต้องใช้อะไร
- -Presentor
- -Fantacy
- -สร้างเรื่องให้เชื่อว่าจริงน่าซื้อ
-
3.สื่ออย่างไร
- -เสียงพูดและ เพลงประกอบ
- -สื่อประเภทไหน ขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย, เนื้อหา, ระยะเวลา, เงิน
-
1.4 Evaluate = ทำเพื่อดูว่าโฆษณาที่ทำไปมีผลไงบ้าง มี 2 แง่
- 1.Pie (ก่อนโฆษณาออก) = ให้กลุ่มเป้าหมายดู story board ว่าเข้าใจไหม, ชอบไหม
- 2.Post (หลังโฆษณาออก) = ถามกลุ่มเป้าหมายว่าชอบไหม, รู้สึกยังไง
-
2.Sale promotion = การลด แลก แจก แถม
-หวังผลระยะสั้น
-มักทำช่วงสินปี (ปิดงบ)
- 1.แจกของทดลอง
- 2.coupons ไปใช้เป็นส่วนลด
- 3.Rebates คล้าย Coupons แต่ส่งกลับไปที่บริษัทแล้วจะส่งเงินกลับมา
- 4.Price pack ซื้อเป็น pack ถูกกว่า
- 5.Premium ขอแถม เช่น ถ้าซื้อครบเท่านี้ จะได้แก้ว
- 6.Advertising spealties ของที่ได้ตามเทศกาลต่างๆ มักเป็นของใช้ประจำวัน เพื่อให้เห็นทุกวัน
- 7.Patronage reward สะสมแต้ม
- 8.Point of perchase ตั้งบูทต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าลอง
- 9.Contest หรือ Sweeptake ชิงโชค
-
3.Public Relation (PR) = ดูแลภาพลักษณ์ของบริษัท ไม่เน้นขาย พยายามให้คนภายนอกมองว่าเป็นบริษัทที่ดี
-
เงินในแต่ละช่วงเวลาจะมีค่าไม่เท่ากัน เนื่องมาจากเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อทำให้เงินก้อนเดิมซื้อของได้น้อยลง
-
Effectve rate = ดอกเบี้ยที่คิดปีละ 1 ครั้ง
Nomonal rate = ดอกเบี้ยที่คิดปีละมากกว่า 1 ครั้ง
* m = จำนวนครั้งที่คิดดอกเบี้ย
-
งบการเงิน
- 1. งบดุล (Balance sheet)(*) = สินทรัพย์ที่บริษัทมี ณ วันหนึ่งๆ
- 2. งบกำไร ขาดทุน (Income statement)(*) = ผลการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละปี
- 3. งบกระแสเงินสด (Cash flow statement) = เงินสดของบริษัทในแต่ละปี มีการไหลเข้า-ออก โดยการทำอะไรบ้าง
-
1. งบดุล (Balance sheet)(*) = สินทรัพย์ที่บริษัทมี ณ วันหนึ่งๆ โดยไม่สนใจว่าเกิดขึ้นเมื่อไร
-มี 2 ด้าน
-ตัวเลขสุดท้ายของทั้ง 2 ด้านต้องเท่ากัน
-สินทรัพย์(Asset) = หนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ(Liability & Equity)
-
สินทรัพย์ มี 3 ประเภท
- 1.สินทรัพย์หมุนเวียน (Current asset)
- 2.สินทรัพย์ถาวร (Fixed asset)
- 3.สินทรัพย์อื่นๆ
-
1.สินทรัพย์หมุนเวียน (Current asset) = เป็นเงินสด, แปลงเป็นเงินสดได้ง่าย, ใช้แล้วหมดไปใน 1 ปี
- -เงินสด, เงินฝาก
- -หลักทรัพย์
- -ลูกหนี้การค้า (Account receivable) = ซื้อของแต่ยังไม่จ่าย
- -สินค้าคงคลัง (Inventory)
- -ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid expense) = ประกัน
-
2.สินทรัพย์ถาวร (Fixed asset) = ใช้แล้วไม่หมดไป
- -ทุกอย่างที่ใช้สนับสนุนการทำงาน
- -ที่ดิน ไม่มีค่าเสื่อมราคา
-
3.สินทรัพย์อื่นๆ
- -มักเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ต่างๆ, แบรน
- -อะไรที่สร้างรายได้ให้บริษัทได้
-
หนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ(Liability & Equity)
- -หนี้สิน(Liability)มี 2 ประเภท
- -ส่วนของเจ้าของ(Equity)มี 3 ประเภท
-
หนี้สิน(Liability)มี 2 ประเภท
- 1.หนี้สินหมุนเวียน (Current Liability) = ชำระคืนใน 1 ปี
- -เจ้าหนี้การค้า (Account payable)
- -...ค้างจ่าย (Accrued ...) = ค้าจ้าง, ภาษี
- -เงินกู้ยืมระยะสั้น (Short-term.../Note)
- 2.หนี้สินระยะยาว (Long-term Liability)
- -เงินกู้ยืมระยะยาว (Long-term Debt) = ถ้าคืนจนเหลือ 1 ปี จะกลายเป็นระยะสั้น
- -หุ้นกู้ (Bond)(*) = เงินกู้, กำหนดระยะเวลาแน่นอน, ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ( % / ปี, กี่ครั้ง / ปี )
-
ส่วนของเจ้าของ(Equity)มี 3 ประเภท
- 1.หุ้นบุริมสิทธิ์ (Prefered stock)(*) = กำหนดเงินปันผลชัดเจน ว่าได้กี่บาทต่อหุ้น, กำไรก็จ่าย ขาดทุนก็ไม่จ่าย
- 2.หุ้นสามัญ (Common stock)(*) = เป็นเจ้าของบริษัท, ไม่ได้กำหนดว่าต้องจ่ายปันผลเท่าไร ขึ้นอยู่กับที่ประชุม
- 3.กำไรสะสม (Retain Earning) = เอาไว้ใช้ในกรณีลำบาก
-
หุ้นชนิดต่างๆ
- 1.หุ้นกู้ (Bond)(*) = เงินกู้, กำหนดระยะเวลาแน่นอน, ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ( % / ปี, กี่ครั้ง / ปี )
- 2.หุ้นบุริมสิทธิ์ (Prefered stock)(*) = กำหนดเงินปันผลชัดเจน ว่าได้กี่บาทต่อหุ้น, กำไรก็จ่าย ขาดทุนก็ไม่จ่าย
- 3.หุ้นสามัญ (Common stock)(*) = เป็นเจ้าของบริษัท, ไม่ได้กำหนดว่าต้องจ่ายปันผลเท่าไร ขึ้นอยู่กับที่ประชุม
-
2. งบกำไร ขาดทุน (Income statement)(*) =
ผลการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละปี
1. รายได้(ยอดขาย) - ต้นทุน - ค่าใช้จ่าย - ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) = EBIT (Earning before interest & Tax)
2. EBIT (Earning before interest & Tax) - Interest (ดอกเบี้ย หักภาษี) = EBT (Earning before Tax)
3. EBT (Earning before Tax) - Tax = Net income (กำไรสุทธิ)
4. Net income (กำไรสุทธิ) - เงินปันผล (Divided) จากหุ้นบุริมสิทธิ์กับหุ้นสามัญ = Addition to retain earning
-
3. งบกระแสเงินสด (Cash flow statement) = เงินสดของบริษัทในแต่ละปี มีการไหลเข้า-ออก โดยการทำอะไรบ้าง
-แบ่งเป็น 3 ส่วน
- 1.กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน (Operatiing Activities : OA)
- 2.กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น พวกสินทรัพย์ถาวร (Invesment Activities : IA)
- 3.กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาเงิน เช่น กู้เงิน, หุ้น (Financing Activities : FA)
-
งบกระแสเงินสด (Cash flow statement)
-มีวิธีทำ 2 วิธี
1.ทำจากบัญชี (Direct)
2.ทำจากงบดุล(Balance sheet) 2 ปีมาเทียบกัน
- 1.เขียนแยกว่า เข้า เท่าไร ออก เท่าไร
- 2.ดูว่าอะไรเข้า-ออก ยังไง
-
- -สินทรัพย์ เข้า(ลดลง), ออก(เพิ่มขึ้น)
- -หนี้สินและส่วนของเจ้าของ เข้า(เพิ่มขึ้น), ออก(ลดลง)
- -ค่าเสื่อมราคา เข้า(เพิ่มขึ้น), ออก(ลดลง)
3.แล้วเอา OA+IA+FA
-
ค่าเสื่อมราคา(Depreciation) = เกิดกับทรัพย์สินถาวร (ยกเว้นที่ดิน)
-มี 2 แบบ
- 1.ค่าเสื่อมราคาเส้นตรง = เสื่อมเท่ากันทุกปี
- 2.ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง = แรกๆมากและลดลงในปีหลังๆ
-
1.ค่าเสื่อมราคาเส้นตรง = เสื่อมเท่ากันทุกปี
ค่าเสื่อมราคาเส้นตรง = (ราคาซื้อ - มูลค่าซาก) / จำนวนปีที่เสื่อมราคา
- *จำนวนปีที่เสื่อมราคา = 5 ปี หรือ แล้วแต่กฎหมาย
- **มูลค่าซาก มักใส่เป็น 1 หักภาษีได้มาก หักออกจากงบกำไร ขาดทุน (Income statement)
-
2.ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง(Sum of the years digit) = แรกๆมากและลดลงในปีหลังๆ
ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง(Sum of the years digit) = (ราคาซื้อ - มูลค่าซาก) / (ปี inreverse order / จำนวนปี + กัน)
- เช่น
- ปีที่ 1 = (55000-5000)(5/1+2+3+4+5)
- ปีที่ 2 = (55000-5000)(4/1+2+3+4+5)
-
วิเคราะห์งบการเงิน(Ratio analysis) โดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน
- 1.Liquidity ratio
- 2.Asset management ratio
- 3.Debt management ratio
- 4.Profitability ration
- 5.Market value ratio
-
1.Liquidity ratio (สภาพคล่องทางการเงิน) บริษัทสามารถจ่ายคืนเงินกู้(หนี้ระยะสั้น)ที่จะครบภายในปีนี้ได้หรือไม่
- 1.1Current ratio(*) = มีทรัพย์สินหมุนเวียน มากกว่าหนี้สินหมุนเวียนเท่าไร
- 1.2Quick ratio = ชำระหนี้สินหมุนเวียนโดยเร็วสุด
-
1.1Current ratio(*) = มีทรัพย์สินหมุนเวียน มากกว่าหนี้สินหมุนเวียนเท่าไร
Current ratio =
- ความหมาย
- - มีทรัพย์สินหมุนเวียน มากกว่าหนี้สินหมุนเวียนกี่เท่า
- - 1 / จำนวนเท่า = % --> เอาสินทรัพย์หมุนเวียนไปแค่ % ก็ชำระหนี้สินหมุนเวียนได้
- - มองในเชิงเจ้าหนี้ ค่ามากดี -> ชำระหนี้ได้
- มองในเชิงบริษัท มากไม่ดี -> มีสินทรัพย์มากไป ควรเอาไปลงทุน
- -ให้เอาค่าไปเทียบกับ Industry average โดยเทียบกับธุกิจเดียวกัน
-
1.2Quick ratio = ชำระหนี้สินหมุนเวียนโดยเร็วสุด
Quick ratio =
- ความหมาย
- -มีสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีสภาพคล่องสูงมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนกี่เท่า
- -ถ้าได้ค่าน้อยกว่า 1 แสดงว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
- -Current Asset ที่อยู่ต่ำกว่า Inventories เอามาลบให้หมด(ดูจากงบดุล)
-
2.Asset management ratio
- 2.1 Inventory turnover ratio(ITR) = ใน 1 ปี สินค้าคงคลังมีการหมุนเวียนกี่ครั้ง
- 2.2 ระยะเวลาเฉลี่ยในการขายสินค้า
- 2.3 Account Receivable Turnover(ART) = ใน 1 ปี สามารถเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้าได้กี่ครั้ง
- 2.4 ระยะเวลาเฉลี่ยในการเก็บหนี้ = การเก็บหนี้การค้าครั้งหนึ่งใช้เวลากี่วัน
- 2.5 Fixed Asset Turnover(FAT)(*) = ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ถาวร หรือ สามารถทำให้สินทรัพย์ถาวรเป็นรายได้ได้ดีแค่ไหน
- 2.6 Total Asset Turnover(TAT) = แปลงสินทรัพย์ให้เป็นยอดขายได้มาก
-
2.1 Inventory turnover ratio(ITR) = ใน 1 ปี สินค้าคงคลังมีการหมุนเวียนกี่ครั้ง
- Inventory turnover ratio(ITR) = Sales/Inventory = Sale/Avg. Inventory = Cost of Good Sold/Inventory = Cost of Good Sold/Avg. Inventory
- * Sale = ยอดขาย มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ** Cost Of Good Sold = ต้นทุน มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- *** Inventory = มาจากงบดุล (balance sheet)
- **** Avg. Inventory = (2009+2010)/2
- ***** ใช้สูตรไหนแล้วแต่ Industry Avg.
- ความหมาย
- -สินค้าคงคลังมีการหมุนเวียน กี่รอบต่อปี
- -น้อยไม่ดี -> มีการเก็บสินค้ามากไป
-
2.2 ระยะเวลาเฉลี่ยในการขายสินค้า
ระยะเวลาเฉลี่ยในการขายสินค้า = 365/ITR
- ความหมาย-สินค้าคงคลัง 1 คลังใช้เวลากี่วันถึงขายหมด
-
2.3 Account Receivable Turnover(ART) = ใน 1 ปี สามารถเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้าได้กี่ครั้ง
Account Receivable Turnover(ART) = Sales / Account Receivable = Sales / Avg. Account Receivable
- * Sale มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- **Account Receivable มาจาก งบดุล (Balance sheet)
- ความหมาย
- -ใน 1 ปี เก็บหนี้ได้กี่ครั้ง
- -น้อยไม่ดี -> ความสามารถในการเก็บหนี้ต่ำ
-
2.4 ระยะเวลาเฉลี่ยในการเก็บหนี้ =
การเก็บหนี้การค้าครั้งหนึ่งใช้เวลากี่วัน
ระยะเวลาเฉลี่ยในการเก็บหนี้ = 365/ART
- ความหมาย
- -น้อยดี
- -ดูที่รอบการชำระเงินด้วย ต้องน้อยกว่า
-
2.5 Fixed Asset Turnover(FAT)(*) = ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ถาวร หรือ สามารถทำให้สินทรัพย์ถาวรเป็นรายได้ได้ดีแค่ไหน
2.5 Fixed Asset Turnover(FAT) = Sales / Net Fix Asset
- * Sales มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ** Net Fix Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet) ต้องหักค่าเสื่อมราคาแล้ว
- ความหมาย
- -ถ้าต่ำกว่าค่ามาตรฐานไม่ดี
- -ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น
- บริษัทเก่า จะโดนหักค่าเสื่อมมาก -> FAT มาก
- บริษัทขยายฐานการผลิต -> FAT น้อย
- บริษัทขายสินทรัพย์ถาวรทิ้ง -> FAT มาก
-
2.6 Total Asset Turnover(TAT) = แปลงสินทรัพย์ให้เป็นยอดขายได้มาก
Total Asset Turnover(TAT) = Sales / Total Asset
- * Sales มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ** Total Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet)
-
3.Debt management ratio = การบริหารหนี้ (ดูว่าหนี้เยอะไปไหม)
- 3.1 Debt Ratio
- 3.2 Times Interest Earned(TIE) = หาเงินได้เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
-
3.1 Debt Ratio
Debt Ratio = Total Debt / Total Asset
- * Total Debt มาจาก งบดุล (Balance sheet)
- ** Total Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet)
- ความหมาย
- -%
- -มองเชิงเจ้าหนี้ -> น้อยดี เพราะมีเงินใช้หนี้
- มองเชิงบริษัท -> มากดี เพราะ มักใช้เงินกู้มากกว่าส่วนของเจ้าของ
- มองเชิงการเติบโต -> น้อยไม่ดี เพราะไม่ค่อยโต
- -
-
3.2 Times Interest Earned(TIE) = หาเงินได้เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
Times Interest Earned(TIE) = EBIT / Interest Charge
- * EBIT มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ความหมาย
- -เท่า
- -มากดี สามารถหาเงินได้ดี จ่ายดอกได้แน่
-
4.Profitability ration = วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
- 4.1 Profit margin = ขายแล้วเหลือเป็นกำไรเท่าไร
- 4.2 Return On Asset (ROA)
- 4.3 Return On Equity (ROE)(*)
-
4.1 Profit margin = ขายแล้วเหลือเป็นกำไรเท่าไร
Profit margin = Net income / Sales
- * Net income มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- **Sales มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ความหมาย
- -%
- -มากดี ได้กำไรเท่าไร
-
4.2 Return On Asset (ROA)
Return On Asset (ROA) = Net income / Total Asset
- * Net income มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ** Total Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet)
- ความหมาย
- -%
- -มากดี ดูจากสินทรัพย์ที่มีว่าได้กำไรเท่าไรกี่%
-
4.3 Return On Equity (ROE)(*)
Return On Equity (ROE) = Net income / Common Equity
- * Net income มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ** Common equity มาจาก งบดุล (balance sheet)
- *** Common equity = common stock + additional paid in capital + Retain earning ต่างจาก Equity จะมี prefered stock อยู่ด้วย
-
5.Market value ratio = ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับบริษัทเลย
- 5.1 Price / Earning Ratio (P/E)(*)
- 5.2 Market/ Book Ratio
-
5.1 Price / Earning Ratio (P/E)(*)
Price / Earning Ratio (P/E) = Price per share / Earning per share
- * มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ** Price per share ราคาของหุ้นในตลาด (บาท/หุ้น)
- *** Earning per share (EPS) = Net income / #common stock(จำนวน common stock)
- ความหมาย
- -เท่า
- -นักลงทุนมีความมั้นใจแค่ไหน ค่ามาก ก็มั่นใจมาก
- -ค่าสูงเพราะถูกปั่นก็มี
-
5.2 Market/ Book Ratio
Market/ Book Ratio = Price per share / Book value
- * มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
- ** Price per share ราคาของหุ้นในตลาด (บาท/หุ้น)
- *** Book value = Equity / share = Common equity / # common stock
- ความหมาย
- -เท่า
- -มากดี เพราะนักลงทุนมั้นใจมากยอมซื้อในราคาที่สูงกว่า
-
Common size analysis
ทำ size ให้เท่ากัน ใช้คู่กับ ratio ชนิดต่างๆเพื่อดูแนวโน้มของบริษัทมาเป็นไง
Balance sheet = x/สินทรัพย์
Income statement = x/Net sales
-
Dupont analysis = การวิเคราะห์โดยการแยกส่วนของ ROE(Reture On Equity) เพื่อดูว่าทำไมถึงมีปัญหา
ROE = Net income / Common Equity
ROE = Net income / Common Equity = Profit margin * Total asset turnover * total asset / common equity
ROE = Net income / Common Equity = (Net income / Sales) * (Sales / Total asset) * (total asset / common equity)
-
CASH FLOW
CASH FLOW (CFt) = Net income + ค่าเสื่อมราคา
-
Project selection
ดูว่า project คุ้มค่าในการทำหรือป่าว
- 1.Payback period
- 2.NPV(Net present value)(*)
- 3.IRR(Internal rate of return)(*)
- 4.PI(Profitability index)
-
1.Payback period = นานแค่ไหนถึงจะได้เงินที่ลงทุนกลับคืนมา
-เอาต้นทุนมาลบออกเรื่อยๆ ใช้เวลาคืนทุนน้อยกว่าแสดงว่าดีกว่า
***เงินแต่ละปีมีค่าไม่เท่ากัน
-Discount payback period = แปลงเป็น PV(PV = ) แล้วค่อยเอามาลบออกเรื่อยๆ
-
2.NPV(Net present value)(*) = Project ให้ผลตอบแทนกี่บาท
NPV =
- หรือ
- 1. หา PV ของแต่ละปี (PV = )
- 2. แล้วเอามาบวกกัน
- 3.ได้ค่าเยอะกว่าดีกว่า เพราะ ได้ผลตอบแทนสูงกว่า
- *** ปีที่ทำและเงินลงทุนต้องเท่ากันด้วย
- **นิยมเพราะบอกเป็นจำนวนเงิน
- *ข้อเสีย ตัวเลขที่ได้ ไม่ได้บอกว่าลงทุนไปเท่าไร
-
3.IRR(Internal rate of return)(*) = Project ได้ผลตอบแทนเป็นกี่ % ของเงินลงทุน
IRR(Internal rate of return) = เอา PV ของแต่ละปีมาบวกกัน แต่หาค่าของ k
EX. 1000 =
- *** ได้ % มากกว่า แสดงว่าดีกว่า ได้ผลตอบแทนวูงกว่า
- **ถ้า IRR > Cost of capital --> น่าลงทุน
-
- ดูที่ NPV
- 1. Cost of capital < 7.2% -> L ดีกว่า S
- 2. Cost of capital = 7.2% -> L = S
- 3. Cost of capital > 7.2% -> S ดีกว่า L
- ดูที่ IRR (จุดที่ NPV = 0)
- IRR ของ S > IRR ของ L --> S ดีกว่า L
- ขัดแย้งกันที่
- Cost of capital < 7.2% -> L ดีกว่า S กับ
- IRR ของ S > IRR ของ L --> S ดีกว่า L
- เพราะ
- 1.กราฟตัดกัน
- 2.การตอบแทนต่างกัน S มากไปน้อย L น้อยไปมาก
- 3.เงิรลงทุนไม่เท่ากัน
-
วิธีตัดสินเมื่อเกิดความขัดแย้ง
- 1. หา IRR แล้วนำมาเทีบยกับ Cost of capital ถ้า IRR < cc --> ตัดทิ้ง
- 2.หา NPV เลือก project ที่ได้ NPV สูงสุด
-
Project schedule
- 1.Diagram
- AOA(Activity on arrow)
- AON(Activity on node)
- 2.คำนวน
- CPM = รู้เวลาแน่นอน
- PERT
-
AOA
(Activity on arrow)
O = เหตุการณ์ (จุดของเวลา ไม่มีระยะเวลา)
--> = กิจกรรม (สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้โครงการเสร็จ มีระยะเวลา)
-
AON(Activity on node)
O = กิจกรรม
--> = ความสัมพันธ์
-
ห้าม N กิจกรรม เริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยกัน
+ ต้องมีจุดเริ่มต้น 1 จุด และ สิ้นสุด 1 จุด เท่านั้น
-
จากรูป เส้น dummy ที่ ไม่จำเป็นต้องมี --> ตัดออก
การตัดเส้น dummy
+ เริ่มต้นกิจกรรมเดียวที่ node ใด node หนึ่ง
+ สิ้นสุดกิจกรรมเดียวที่ node ใด node หนึ่ง
-
ตัวอย่าง AON (Activity on node)
-
ตัวอย่าง AOA (Activity on arrow) + CPM
+ หา ti = eary start = เริ่มเร็วสุด
+ หา Ti = late start = เริ่มช้าสุด (วันสิ้นสุดเท่าเดิม)
- ตัวแปร
- + ti (max)
- + Ti (min)
- + Lx = ระยะเวลาของกิจกรรม
-
t1 = 0
t2 = t1+LA = 0+5 = 5
t3 = max[t1+LB, t2+d1] = max [0+3, 5+0] = [3, 5] = 5
t4 = max[t1+LE, t2+LC, t3+LD] = max [0+7, 5+8, 5+7] = max[7, 13, 12] = 13
t5 = t4+LF = 13+4 = 17
t6 = t5+LG = 17+5 =22
----------------------------------------------------------
T6 = 22
T5 = T6-LG = 22-5 = 17
T4 = T5-LF = 17-4 = 13
T3 = T4-LD = 13-7 = 6
T2 = min[T3-d1, T4-LC] = min[6-0, 13-8] = min[6, 5] = 5
T1 = min[T2- LA, T3-LB, T4-LE] = min[5-5, 6-3, 13-7] = min[0, 3, 6] = 0
- สรุป
- t1 = 0
- t2 = 5
- t3 = 5
- t4 = 13
- t5 = 17
- t6 = 22
- เริ่มเร็วสุดของเเต่ละกิจกรรม
- ----------------------------------------------------------
- T6 = 22
- T5 = 17
- T4 = 13
- T3 = 6
- T2 = 5
- T1 = 0
เริ่มช้าสุดของแต่ละกิจกรรม
-
-
TS = Activity ไหนเป็น critical activity = 0 คือ กิจกรรม delay ได้เท่าไร โดยไม่ทำให้โปรเจค delay
- FS = Activity ที่ไม่เป็น critical delay ได้เท่าไร โดยที่
- 1.ไม่ทำให้โปรเจค delay
- 2.ไม่กระทบกับกิจกรรมที่ตามหลังมา
*** FS = tj-(ti+Lij) โดยที่ FS <= TS จะได้ ถ้า TS = 0 --> FS =0 ด้วย
-
AOA+CPM
- 1.หา (Early start = เริ่มเร็วสุด) เอามา + แล้วหาค่า max
- 2.หา (Late start = เริ่มช้าสุด) เอามา - แล้วหาค่า min
- 3.สร้างตารางหา
- -กิจกรรม
- -(i, j)
- -ระยะเวลา(Duration)
- -
- -
- -
- -
- -TS = LF-EF = LS-ES
- -
-
AON+CPM
- 1.ES(i) เอาค่า max
- 2.EF(i) = ES(i)+Li
- 3.LF(i) = EF(i) เอาค่า min
- 4.LS(i) = LF(i)-L(i)
|
|